โรคไข้รากสาดใหญ่

 
 
                 Scrub Typhus (โรคสครับไทฟัส) หรือโรคไข้รากสาดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเซีย (Rickettsia) มีไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค ซึ่งไรอ่อนมักจะอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือทุ่งหญ้าในป่าละเมาะ เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้ออาจทำให้เกิดอาการ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว มีผื่นคัน คลื่นไส้และอาเจียน นอกจากนั้น โรคสครับไทฟัส มักมีการแพร่ระบาดในเขตชนบทแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือรวมไปถึงออสเตรเลียเหนือ
 
อาการของโรคไข้รากสาดใหญ่
 - ปวดศีรษะ 
- มีไข้สูง ประมาณ 40-40.5 องศาเซลเซียส
- หนาวสั่น
- ไอ
- ต่อมน้ำเหลืองโตและกดเจ็บ
- ปวดกระบอกตา
- ปวดกล้ามเนื้อ และปวดเมื่อยตามตัว
- ปวดท้อง
- คลื่นไส้และอาเจียน
- ผื่นแดงเริ่มขึ้นบริเวณลำตัว
- มีผื่นขนาดเล็กค่อย ๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และต่อมาอาจทำให้เป็นแผลที่คล้ายถูกบุหรี่จี้ (Eschar) ซึ่งเกิดจากชั้นเนื้อตาย โดยจะเกิดบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด มักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและสังเกตเห็นได้ยาก
- ต่อมน้ำเหลืองบวม
- ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่เกิดอาการสับสนไปจนถึงอาการโคม่า
         นอกจากนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้การทำงานของอวัยวะล้มเหลวและเลือดออก หรือหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เสียชีวิตได้
 
สาเหตุของโรคไข้รากสาดใหญ่
สาเหตุของ Scrub Typhus เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม ริกเก็ตเซีย (Rickettsia) ชื่อว่า โอเรียนเทีย ซูซูกามูชิ (Orientia Tsutsugamushi) โดยมีตัวไรอ่อน (Chigger) เป็นพาหะนำเชื้อดังกล่าวมาสู่คน ด้วยการกัดผิวหนังของคน ซึ่งตัวไรอ่อนชนิดนี้มักจะพบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณป่าปิด พุ่มไม้ หรือทุ่งหญ้าในป่าละเมาะ และมักพบการติดเชื้อมากในช่วงหน้าฝน

การวินิจฉัยโรคไข้รากสาดใหญ่
เนื่องจากอาการของโรค Scrub Typhus มีความคล้ายคลึงกับหลาย ๆ โรค ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคควรสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับตนเอง แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค รวมไปถึงอาจมีการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงจะทราบผลการตรวจได้ ดังนั้น แพทย์จะเริ่มต้นการรักษาก่อนที่ผลตรวจจะเสร็จสิ้น นอกจากนั้น แพทย์อาจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่
      1.การตรวจทางน้ำเหลือง (Serological Test) เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย ซึ่งวิธีการตรวจที่มีราคาถูกและทำได้ง่ายที่สุดคือ Weil-Felix แต่พบว่ายังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ และปัจจุบันได้ถูกแทนที่ด้วยการตรวจ Complement-Fixation
      2.การตรวจ Complement-Fixation เป็นการตรวจทางภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง ที่สามารถตรวจเชื้อได้แบบรวม 5 สายพันธุ์ แต่จะไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใด ซึ่งตรวจโดยดูการเพิ่มขึ้นของ IgM หรือการเพิ่มขึ้น 4 เท่าของระดับแอนดิบอดี้ที่ตรวจห่างกัน 2 ครั้ง
      3.การตรวจ Indirect Immunofluorescence Antibody: IFA ซึ่งวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจหาเชื้ออีกวิธีหนึ่ง โดยได้ดัดแปลงเป็นการตรวจ Indirect Immunoperoxidase: IIP เพื่อให้สามารถมองเห็นเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่จะให้ผลเช่นเดียวกัน
      4.การวินิจฉัยด้วยเทคนิค Polymerase Chain Reaction: PCR เป็นวิธีที่ใช้ตรวจหาเชื้อโดยการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อของผื่นที่ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองหรือเลือด ไปตรวจ 
 
การรักษาโรคไข้รากสาดใหญ่
       การรักษา Scrub Typhus แพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่
- ยาดอกซีไซคลินและยาคลอแรมเฟนิคอล จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก
- ยาอะซิโธรมัยซิน อาจใช้กับผู้ป่วยที่มีการดื้อยาและพบว่าอาจให้ผลดีกว่ายาดอกซีไซคลิน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยวัยเด็กและผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์
       นอกจากนั้น ยังพบว่ามีบางพื้นที่ที่อาจมีการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย ซึ่งในประเทศไทยก็มีการดื้อยาดังกล่าว

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้รากสาดใหญ่
      ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคนี้ ได้แก่
- โรคตับอักเสบ
- ปอดอักเสบ (Pneumonitis)
- กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)
- เยื่อหุ้มสมองกับสมองอักเสบ (Meningoencephalitis)
- ภาวะที่มีการแข็งตัวของก้อนเลือดกระจายไปทั่วร่างกาย (Disseminated Intravascular Coagulation)
- การทำงานของอวัยวะในร่างกายล้มเหลว (Multi-Organ Failure)

การป้องกันโรคไข้รากสาดใหญ่
      เนื่องจากโรค Scrub Typhus ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงของการติดเชื้อ คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ซึ่งมีวิธีป้องกันดังนี้
     1.ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค Scrub Typhus ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีพืชพรรณและพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้หรือต้นไม้ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่ที่ตัวไรอ่อนชอบอาศัยอยู่
     2.ใช้สารไล่แมลงที่มีส่วนประกอบของสาร DEET 20-30% หรือสารที่ได้รับการรับรองว่าใช้สำหรับต่อต้านตัวไรอ่อน ทั้งแบบที่ใช้กับผิวหนังหรือเสื้อผ้า นอกจากนั้น ควรใช้ตามคำแนะนำที่ระบุบนฉลากอย่างเคร่งครัด เช่น          - เวลาที่ควรใช้ซ้ำ
        - ไม่ควรพ่นสเปรย์บนผิวหนังใต้เสื้อผ้า
        - หากใช้ครีมหรือโลชั่นป้องกันแสงแดด ควรใช้กันแดดก่อนค่อยทาสารไล่แมลง
     3.การป้องกันสำหรับเด็ก ได้แก่
        - ให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังอย่างมิดชิดทั้งแขนและขา หรือคลุมรถเข็นเด็ก เตียงนอน ด้วยมุ้งกันยุง
        - ไม่ควรใช้สารไล่แมลงหากมีเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน
        - ควรหลีกเลี่ยงสารไล่แมลงไม่ให้ถูกตา มือ ปาก หรือบริเวณผิวที่อาจเกิดการระคายเคือง
        - อาจให้ผู้ปกครองพ่นสเปรย์ลงบนมือแล้วจึงค่อยทาไปที่ใบหน้าเด็ก
     4.ใช้สารเพอร์เมทรินลงบนเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแคมป์ หรืออาจใช้อุปกรณ์ที่มีสารเพอร์เมทรินอยู่แล้ว ซึ่งสารเพอร์เมทรินจะมีฤทธิ์ฆ่าตัวไรอ่อน และถึงแม้จะซักผ้าที่มีสารดังกล่าวไปแล้วหลายครั้ง ก็ยังคงช่วยป้องกันได้ แต่ควรอ่านรายละเอียดที่ฉลากว่าจะช่วยป้องกันได้นานเท่าไหร่ รวมไปถึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุอยู่บนฉลากอย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้สารเพอร์เมทรินกับผิวหนังโดยตรง เพราะจะใช้กับเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ เท่านั้น
Powered by MakeWebEasy.com